โรงเรียนแชแลพิทยานุสรณ์
285 หมู่ 7 บ้านเหล่าหมากบ้า  ตำบลแชแล  อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี 41110
เบอร์โทรศัพท์ 042236033
ข้อมูลพรรณไม้
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นมะขาม
  มะขาม เป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มม. ยาว 1–2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 ซม. ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กกลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาลเนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมันและมีสีน้ำตาล

ชื่อสามัญ :             Tamarind

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Tamarindus indica Linn.

วงศ์ :                      CAESALPINIACEAE

ชื่ออื่น ๆ :           ส่า มอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน), มะขาม, มะขามไทย (ภาคกลาง), ตะลูบ(นครศรีธรรมราช), อำเปียล (สุรินทร์), มะขามกะดาน, มะขามขี้แมว

ลักษณะทั่วไป :

ต้น :     เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น และแข็งแรงมาก ลำต้นมีความสูงประมาณ 60 ฟุต เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อน และแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็ก ๆ

ใบ :     เป็นไม้ใบรวม จะออกใบเป็นคู่ ๆ เรียงกันตามก้านใบ ก้านหนึ่งมีใบอยู่ประมาณ 10-18 คู่ ลักษณะของใบย่อย เป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน มีสีเขียวแก่

ดอก :   ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ อยู่ตามบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ 10-15 ดอก ดอกจะเล็กมีกลีบเป็นสีเหลือง และมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก ดอกจะออกในช่วงฤดูฝน ดอกมีรสเปรี้ยว

ผล :     เมื่อดอกร่วงแล้วก็จะติดผล ซึ่งผลนี้จะมีอยู่ 2 ชนิดคือชนิดฝักกลมเล็กยาว ซึ่งเรียกว่ามะขามขี้แมวและอีกชนิดหนึ่งฝักใหญ่แบน และโค้ง มีรสเปรี้ยว เรียกว่ามะขามกะดานเปลือกนอกเปราะเป็นสีเทาอมน้ำตาล ข้างในผลมีเนื้อเยื่อแรก ๆ เป็นสีเหลืองอ่อน และจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด ซึ่งจะหุ้มเมล็ดอยู่            ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปค่อนข้างกลม ผิวเปลือกเกลี้ยง เป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม

การขยายพันธุ์ :

เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ :

เนื้อไม้ ใบแก่ ใบอ่อนและดอก เนื้อในผล เมล็ดแก่

สรรพคุณ :

เนื้อไม้ ใช้ทำเป็นเขียง ที่มีคุณภาพดีมาก เพราะเป็นไม้ทีเหนียวทนใบแก่ มีรสเปรี้ยวฝาด ใช้นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิดขับเสมหะในลำไส้ หรือนำมาต้มผสมกับหัวหอมโกรกศีรษะเด็กในเวลาเช้ามืด แก้หวัดจมูกได้ หรือใช้น้ำที่ต้มให้สตรีหลังคลอดอาบและใช้อบไอน้ำได้เป็นต้น ใบอ่อนและดอก ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ เนื้อในผล (มะขามเปียก) ใช้ผลแก่ประมาณ 10-20 ฝักนำมาจิ้มเกลือกิน แล้วดื่มน้ำตามลงไป หรืออาจใช้ทำเป็นน้ำมะขามคั้นเอาน้ำกิน เป็นยาแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอขับเสมหะ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย ลดการกระหายน้ำ หรือใช้เนื้อมะขามผสมกับข่า และเกลือพอประมาณรับประทานเป็นยาขับเลือดขับลม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง หรืออาจใช้ผสมกับปูนแดง แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนหรือฝี เมล็ดแก่ นำมาคั่วให้เกรียมแล้วกระเทาะเปลือกออกใช้ประมาณ 20-30 เม็ด นำมาแช่น้ำเกลือจนอ่อนใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิิไส้เดือนในท้องเด็กได้ หรือใช้เปลือกนอกที่กระเทาะออก ซึ่งจะมีรสฝาดใช้กินเป็นยาแก้ท้องร่วง และแก้อาเจียนได้ดี

อื่น ๆ :

เมล็ดมะขาม ใช้เพาะอย่างถั่วงอกใช้นำมาทำเป็นแกงส้มกิน เป็นอาหารได้และในประเทศอินเดียนิยมใช้เมล็ดในนำมาป่นให้ละเอียดแล้วต้มกับ ผ้าเพื่อให้ผ้าแข็ง เหมือนกับลงแป้ง

คุณค่าทางโภชนาการ :

ยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามิน เอ มาก มะขามเปียกรสเปรี้ยว ทำให้ชุ่มคอ ลดความร้อนของร่างกายได้ดี เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัดเรียกว่า "มะขามเปียก" ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ททาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ออกฤทธิ์ระบายและลดความร้อนของร่างกายลงได้ แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวนี้จะกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย

ส่วนที่นำมาใช 
- ฝักอ่อน ฝักแก่ ดอก
- เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก)
- เปลือก (สด - แห้ง)
- ใบอ่อน - แก่ 

สารทีมีคุณประโยชน
- ยอดอ่อนของมะขาม มีวิตามินเอและวิตามินซีสูง และยังมี …
- โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันกากใบ
- แคลเซียม และฟอสฟอรัส
- มะขามเปียกมีสารกรดอินทรีย์ เช่น กรดซกรด กรดทาทาริค กรดมาลิค
- มีสารพวกกัม (gum) และเพคติน (pectin)

วิธีทำยานวดผม
๑. นำมะขามเปียกมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามความต้องการ)
๒. ผสมกับน้ำสะอาด หรือจะเป็นน้ำอุ่นก็ได้ ้
๓. ใช้มือคั้นเนื้อมะขามเพื่อให้ละลายออกผสมกับน้ำ
๔. น้ำที่ได้จะออกลักษณะเป็นเมือก (อย่าให้เหลวมาก)
๕. นำน้ำยานั้นมานวดให้ทั่วศีรษะ (นวดหลังจากสระผมแล้ว)
๖. ใช้ผ้าโพกหรือถุงพลาสติกคลุม ทิ้งไว้ ๑๕ - ๓๐ นาที

ผลที่ได้รับคือ
- ช่วยฆ่าเหา ฆ่าเชื้อรา รักษารากผม
- ที่สำคัญในบางท่าน ที่ต้องการจะเปลี่ยนสีผมให้เป็นไปตามธรรมชาติ คุณจะได้สีผมที่ออกไปเป็นสีเม็ดมะขาม และสีโค้ก

วิธีทำน้ำยาอาบน้ำ
๑. นำใบมะขามมาจำนวนหนึ่ง (ยอด - อ่อนหรือแก่ก็ได้ แล้วแต่จะต้องการ)
๒. นำน้ำสะอาดใส่ในภาชนะ ปี๊บ หม้อ ฯลฯ
๓. นำขึ้นตั้งไฟ
๔. พอน้ำเริ่มเดือด ให้ใส่ใบมะขามที่เตรียมไว้ลงไป แล้วปิดฝา
๕. เคี่ยวอยู่ประมาณ ๓๐ นาที จากที่เดือดอยู่แล้ว
๖. จากนั้นลงจากเตา ปล่อยไว้ให้เย็น หรือจะใช้ผสมกับน้ำเย็น
๗. อาบน้ำยาดังกล่าว
๘. อาบอยู่ ๒ - ๓ ครั้งก็จะเห็นผล
ผลที่ได้รับคือ
- ช่วยให้ผดผื่นคันที่เป็นตามร่างกายหายไป
- ช่วยให้ผิวพรรณดี 
- รักษาเชื้อราบนผิวหนังได้ ้
(ภาคอีสานมักจะใช้อาบให้กับแม่ลูกอ่อน หรือคนที่เป็นตุ่มคัน และเป็นกลากเกลื้อน)

สรรพคุณทางยา
- เป็นยาระบายอ่อน ๆ 
- แก้ท้องผูก แก้ท้องเดิน
- ถ่ายพยาธิลำไส้ (ใช้เนื้อในจากเมล็ด)
- แก้ไอขับเสมหะ
- น้ำมะขามลดอุณหภูมิในร่างกายและแก้ไข้ได้

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นมะม่วง

มะม่วง

ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera  indica  (L.)

ชื่อวงศ์ ANACARDIACEAE

ชื่อสามัญ Mango

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ  มะม่วง

ถิ่นกำเนิด  อินเดีย  พม่า

การกระจายในประเทศไทย   เชียงใหม่  ฉะเชิงเทรา ฯลฯ

ในประเทศอื่นๆ   จีน  อียิปต์ 

นิเวศวิทยา    ร้อนชื้น

เวลาออกดอก   ช่วงเดือนธันวาคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์

เวลาติดผล     ช่วงฤดูร้อน

การขยายพันธุ์    ทาบกิ่ง , ติดตา , ตอนกิ่ง

การใช้ประโยชน์  ผลมะม่วงนำมารับประทานได้ทั้งดิบและสุกเนื้อไม้นำมาทำเฟอร์นิเจอร์

ใช้ยอดนำมาประกอบอาหาร

สรรพคุณทางยา มะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน

ประวัติพันธุ์ไม้ (การนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ) มีอยู่แต่ในโบราณ ที่ยกตัวอย่างเป็นหนึ่งในการนำมาปลูกในประเทศไทยมีแหล่งปลูกอยู่ในย่านตลิ่งชัน  เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี และอำเภอ ไทรน้อย

จังหวัด นนทบุรี

ลักษณะวิสัย  : ไม้ต้น

เรือนยอด ทรงพุ่ม : กลม  ความสูง  10-20  เมตร   ความกว้างทรงพุ่ม12  เมตร

ถิ่นอาศัย : พืชบก

ลำต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้

เปลือกลำต้น :  ขรุขระ  สีน้ำตาล

ยาง : มี

ชนิดของใบ : ใบประกอบ  แบบนิ้วมือ   สีเขียว ขนาดใบ กว้าง   ซ.ม.  ยาว 27 ซ.ม.         

การเรียงตัวของใบบนกิ่ง  : สลับ

รูปร่างแผ่นใบ :  รูปใบหอก

ปลายใบ  ยาวคล้ายหาง

โคนใบ : รูปลิ่ม

ขอบใบ รียบ

ดอก ดอกช่อ  ช่อกระจะ

ตำแหน่งออกของดอก ปลายยอด

กลีบเลี้ยง : แยกจากกัน  มีจำนวน  5  กลีบ สีเขียว

กลีบดอก กลีบดอกแยกกัน  มีจำนวน  5  กลีบ สีเหลืองอ่อน

กลิ่น : มี

ผลสด  ผลเม็ดเดียวแข็ง

สีของผล ผลอ่อน สีเขียว    ผลแก่ สีน้ำตาล

รูปร่างผล   คล้ายผลถั่ว

เมล็ด : จำนวน 1  เมล็ด

สีของเมล็ด : สีครีม

รูปร่างเมล็ด  คล้ายผลถั่ว

 

 


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นตะโก

ตะโก

ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์  Diospyros  rhodocalyx  kurz

ชื่อวงศ์  EBENACEAE

ชื่อสามัญ  Ebong

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ตะโก

ถิ่นกำเนิด    -

การระจายพันธุ์

            ในประเทศไทย   ขึ้นได้ทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้

            ในประเทศอื่นๆ            พบการกระจายพม่าจนถึงภูมิภาคอินโดจีน

นิเวศวิทยา  พบตามป่าละเมาะ  ทุ่งนา  ป่าเบญจพรรณแล้วที่ระดับสูง  40-300  เมตร

เวลาออกดอก    มีนาคม–เมษายน

เวลาติดผล     มีนาคม-มิถุนายน

การขยายพันธุ์        เพาะเมล็ด 

การใช้ประโยชน์  ปลูกเป็นไม้ดัด  ไม้ประดับ  เนื้อไม้  แข็งแรง  ใช้ทำเครื่องเรือนและเครื่องมือ  ผลอ่อนใช้ย้อมผ้า  แห  อวน  ผลสุก รับประทานได้มีรสหวานอมฝาด  เปลือกต้น  แก่น บำรุงธาตุ  ต้มกับเกลือรักษาเหงือกบวม  แก้ปวดฟัน  ผล แก้ท้องร่วง  คลื่นไส้  ขับพยาธิ  แก้ฝี  ปวดบวม เปลือกผล เผาเป็นถ่าน แช่น้ำกิน  ขับปัสสาวะ

ลักษณะวิสัย  : ไม้ต้น

เรือนยอด ทรงพุ่ม : รูปกลม  ความสูง 10 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่ม  0.4 เมตร

ถิ่นอาศัย : พืชบก

ลำต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้

เปลือกลำต้น : แตกเป็นสะเก็ด    

ยาง : ไม่มี

ชนิดของใบ : ใบเดี่ยว    สีเขียวอ่อน    ขนาดใบ กว้าง   ซ.ม.  ยาว  5 ซ.ม.

                    ลักษณะพิเศษของใบ  แข็งหนา

การเรียงตัวของใบบนกิ่ง  :   สลับ

รูปร่างแผ่นใบ : รูปไข่กลับ

ปลายใบ มน

โคนใบ :   รูปลิ่ม

ขอบใบ หยักมน

ดอก ดอกช่อ   ช่อแยกแขนง

ตำแหน่งออกของดอก ซอกใบ

กลีบเลี้ยง  แยกออกจากกัน มีจำนวน  4  กลีบ    สีเขียว

กลีบดอก แยกจากกัน มี  4  กลีบ   สีขาวแกมเหลือง

เกสรเพศผู้ : มี จำนวน  สีเหลือง

เกสรเพศเมีย จำนวน  อัน  สีเหลือง

รังไข่ : รังไข่เหนือวงกลีบ

กลิ่น : ไม่มี

ผล : :   ผลเดี่ยว 

ผลสด แบบแข็ง

สีของผล ผลอ่อนสีเขียว  ผลแก่สีส้ม

รูปร่างผล กลม

ลักษณะพิเศษของผล : คล้ายลูกมังคุด ลูกพลับ

เมล็ด :  1 เม็ดต่อ 1 ผล

สีของเมล็ด : สีเขียว

รูปร่างเมล็ด กลม


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นกล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า

 
ข้อมูลพฤกษศาสตร์ 
ชื่อวิทยาศาสตร์  :    Musa  Sapientum  L.
ชื่อวงศ์           :    MUSACEAE
ชื่อสามัญ     :       Banana
ชื่อพันธุ์พื้นเมือง  :  กล้วยมะลิอ่อง , (จันทบุรี)  กล้วยใต้และกล้วยอ่อง (เชียงใหม่,พะเยา) , กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ,พะเยา)
ถิ่นกำเนิด     :         เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายพันธุ์ 

        - ในประเทศไทย    :  ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

        -ในประเทศอื่น ๆ    :  เกือบทั่วทุกประเทศและทั่วทวีปทั้ง 5 ทวีป

นิเวศวิทยา       :     ชอบความชื้นสูง  กลางแจ้งในที่โล่ง  ดินทรายปนเหนียว

เวลาออกดอก   :    ตลอดทั้งปี

เวลาติดผล        :    ตลอดทั้งปี

การขยายพันธุ์   :   การเพาะเมล็ดบางสายพันธุ์(กล้วยนวลในภาษาพะเยาจุน)  และแยกหน่อ  แยกเหง้า

การใช้ประโยชน์       :  ลำต้นใช้ทำกระทงเลี้ยงสัตว์และเป็นส่วนประกอบทางพิธีทางศาสนาทางเหนือของไทยใบใช้ทำห่ออาหาร 

ต่างๆและทำงานใบตองต่าง ๆ เช่นบายศรีเป็นต้นส่วนก้านกล้วยใช้ทำเป็นของเล่นให้เด็กเล่นหัวปลีเอามาขายและรับประทานได้ผลกินได้ทั้งสุกและดิบ(ตำกล้วย)

ลักษณะวิสัย   :   เป็นไม้ล้มลุก

เรือนยอดทรงพุ่ม   :    รูปทรงพุ่มหรือเป็นกลุ่มเป็นกอ           ความสูง  10-20   m                 ความกว้างของทรงพุ่ม  3-5  m

ถิ่นอาศัย   :   พืชบก 

ลำต้น  :   ลำต้นเหนือดิน ตั้งตรงได้เอง

เปลือกลำต้น  :   สีลายเขียวสลับดำ

ลักษณะ  :  เรียบและเป็นกาบชั้น ๆ

ยาง  :  มียางใส

ชนิดของใบ   :  ใบเดี่ยว

สี :  เขียวอ่อนและแก่  ขนาดของแผ่นใบ  กว้าง  60-80   cm.  ยาว    2-4  m.

ลักษณะพิเศษของใบ :  แผ่นใบเรียบเรียวยาวมี 2 ด้าน  และวาวมัน  เหนียวกว่าตองชนิดอื่น ๆ

รูปร่างของแผ่นใบ   :  เรียบยาว

ปลายใบ   :  เว้าบุ๋ม 

โคนใบ   :  รูปเงี่ยงลูกศร 

ขอบใบ :  เรียบ

ชนิดของดอก   :  ดอกเดี่ยว

ตำแน่งที่ออกดอก  :  ปลายยอด 

กลีบเลี้ยง   :  แยกจากกัน จำนวน  2  กลีบ  สี  ขาวอมเหลืองและม่วง

กลีบดอก :  โคนเชื่อมติดกัน    ปลายแยกเป็น  4  แฉก  สี  ม่วงแกมแดง  เป็นหลอด (tubular)

เกสรเพศผู้ :  มีจำนวน 1  อัน  สีและลักษณะ  สีม่วง

เกสรเพศเมีย :  มีจำนวน  16  อัน  สีและลักษณะ  สีขาวอมเหลือง

รังไข่  :  รังไข่ใต้วงกลีบ

กลิ่น  :  มีกลิ่นฉุนทำให้เวียนหัวมาก

สีของผล :  ผลอ่อนสี  เขียวอ่อน    ผลแก่สี  :   สีเหลือง

เมล็ด :   จำนวนเมล็ด  มากกว่า 100 เมล็ด / ผลบางสายพันธุ์   - สีของเมล็ด  ดำ  - รูปร่างเมล็ด  กลม


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นมะละกอ

ชื่อวิทยาศาสตร์   CARICA PAPYYA L.

วงศ์  CARICACEAE

ชื่อสามัญ  PAPAYA.

ชื่อพื้นเมือง  ภาคกลาง เรียก มะละกอ  ภาคอีสานเรียก บักหุ่ง  ภาคใต้ เรียก ลอกอ  ภาคเหนือเรียก มะก๊วยเต็ด ก๊วยเท็ด


ลักษณะทั่วไป  สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 มะละกอใช้ผลบริโภคทั้งผลดิบและผลสุก

ใบ  ลักษณะของใบเป็นหยัก เว้าลึก แยกเป็นแฉกประมาณ 7-9 แฉก แต่ละแฉกจะมีร้อยเว้าเล็ก ๆ เหมือนกับขนนก ใบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ฟุต

ดอก  ดอกออกเป็นช่อ ห้อยลง ลักษณะของดอกเป็นดอกตัวผู้ มีสีเหลือง หรือสีนวล กลีบดอกยาวประมาณ 2 ซม. กลิ่นหอม กลีบดอกบางโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ข้างในหลอดมีเกสร สำหรับดอกเพศเมีย ออกเป็นกระจุก หรือดอกเดี่ยว กลีบดอกยาวประมาณ 2.5 นิ้ว มีสีเหลือง โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ข้างในหลอดมีเกสร

ผล  ผลมีลักษณะเป็นรูปกลม หรือกลมยาวรี มีขนาดยาวประมาณ 4-12 นิ้ว ผลอ่อนมีเปลือกเป็นสีเขียว เนื้อในเป็นสีขาว แต่พอผลแก่ หรือสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม เนื้ออ่อนนุ่ม ข้างในผลมีเมล็ด เป็นรูปลักษณะมีสีดำหรือสีน้ำตาลดำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 มม. ยาวประมาณ 6-7 มม.

แหล่งที่มาของพันธุ์ไม้   มีถิ่นกำเนิดที่อเมริกาและนำเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลพันธุ์ไม้    มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นกล้วยพัด

กล้วยพัด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ravenala madagascariensis Sonn.
ชื่อวงศ์: Strelitziaceae
ชื่อสามัญ: Traveller's- tree
ชื่อพื้นเมือง: กล้วยฝรั่ง, กล้วยลังกา, กล้วยศาสนา
ชนิดพืช: ไม้ต้น
ขนาด: สูงถึง 15 เมตร
สีดอก: สีเหลือง
 
 
 
 
 
 
 
ลักษณะนิสัย: ขึ้นได้ในดินทั่วไป
 
 อัตราการเจริญเติบโต: ช้า
 ความชื้น: ปานกลาง-มาก
 แสง: แดดเต็มวัน
 
ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นตั้งตรงสีน้ำตาลไม่แตกกิ่งก้าน ลำต้นเป็นข้อสั้นๆ ลักษณะคล้ายปาล์ม กิ่งก้านแผ่คล้ายพัดกว้างประมาณ 3 เมตร
 
 ใบ: ใบคล้ายกล้วยแต่มีขนาดใหญ่หนา และมีก้านยาวกว่า ใบเรียงตรงข้ามซ้อนชิดกัน 2 ข้าง ที่ปลายยอดลำต้นแผ่ออกเป็นรูปคล้ายพัด ใบรูปขอบขนาน กว้าง 0.6-1 เมตร ยาว 1.5-3 เมตร ปลายใบมน โคนใบตัดหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 2-3 เมตร โคนก้านขยายออกเป็นกาบหุ้มลำต้น ระหว่างกาบ มีน้ำขังอยู่
 ดอก: สีเหลือง ออกเป็นช่อกระจุกด้านเดียวตามซอกใบระหว่างใบที่ 1-4 นับจากใบล่าง ก้านช่อดอก ยาวประมาณ 1 เมตร มีกาบขนาดใหญ่ 10-12 กาบ สีขาว แต่ละกาบยาว 50 เซนติเมตร มี 10-15 ดอก ไม่มีก้านดอก มีใบประดับยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลายเเหลม
 ผล: ผลแห้งแตกกลางพู ทรงกระบอก ยาว 7-10 เซนติเมตร เปลืองเเข็งมาก กินไม่ได้ เมล็ดกลม เมื่อแก่ เป็นสีน้ำเงินเข้ม
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นคูน

าชพฤกษ์

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์    Cassia  fistula  L.

ชื่อวงศ์                   LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE

ชื่อสามัญ               Gloden  Shower

ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ  ภาคเหนือเรียก  ลมแล้ง, ภาคใต้เรียก  อ้อดิบ,  ภาคกลาง เรียกชัยพฤกษ์

ถิ่นกำเนิด              แถบเอเชียเขตร้อน  ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป

การกระจายพันธุ์ :

                ในประเทศไทย    ใช้เมล็ดในการปลูก

                ในประเทศอื่น ๆ  ปากีสถาน    อินเดีย   พม่า   ศรีลังกา

นิเวศวิทยา   มีการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด  37.5-48.9  c

เวลาออกดอก        เดือนมีนาถึงต้นเดือนพฤษภาคม

เวลาติดผล             จะเริ่มราวเดือนพฤษภาคม  และผลแก่ราวเดือนมกราคมถึงเมษายน

การขยายพันธุ์      ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง   การเพาะเมล็ด

การใช้ประโยชน์                 ราก  ฝนทาแก้กลาก

                                            ฝักแก่  ใช้ขับเสมหะ

                                            ใบ  ฆ่าเชื้อโรคได้

                                             ดอก  แก้แผลเรื้อรัง

ลักษณะวิสัย  :  ไม้ต้น                  

เรือนยอด  ทรงพุ่ม  :   รูปร่ม    

ถิ่นอาศัย  : พืชบก

ลำต้น  :  ชนิดของลำต้น  :  ลำต้นเหนือดิน   ตั้งตรงเองได้

เปลือกลำต้น   :   สีน้ำตาล                ลักษณะ    :     แตกเป็นสะเก็ด

ยาง      :   ไม่มี

ใบ         :  ชนิดของใบ   :    ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น

                สี    :     เขียว     ขนาดแผ่นใบกว้าง     4-5     ซม.      ยาว     9-12    ซม.

                จำนวนใบย่อย  6-10  ใบ  ขนาดแผ่นใบย่อย  4-5  ซม.  ยาว  9-10  ซม.

การเรียงตัวของใบบนกิ่ง  :   สลับระนาบเดียว

รูปร่างแผ่นใบ   :  รูปรี

ปลายใบ  :   เรียวแหลม

โคนใบ  :  รูปลิ่ม

ขอบใบ   :   เรียบ

ดอก  : ชนิดของดอก :  ดอกช่อ ช่อกระจุกแยกแขนง

ตำแหน่งที่ออกดอก   :    ตามลำต้นหรือกิ่ง

กลีบเลี้ยง  : แยกจากกัน   มีจำนวน    5    กลีบ    สี  เหลือง

กลีบดอก  :   โคนเชื่อมติดกัน  ปลายแยกเป็น  5 แฉก  สี  เหลือง  รูปกงล้อ

เกสรเพศผู้  : มีจำนวน 10   อัน   สีและลักษณะ  เหลือง

เกสรเพศเมีย  : รังไข่เหนือวงกลีบ

กลิ่น  : มีกลิ่นฉุน

ผล  : ผลแห้ง  ฝักหักข้อ

สีของผล      ผลอ่อนสี   เขียวเข้ม          

ผลแก่สี  ดำ          

รูปร่างผล     ตรงเรียบ

เมล็ด  :   จำนวนเมล็ด    26-30        

สีของเมล็ด    :    สีดำ,สีน้ำตาล   รูปร่างเมล็ด   วงรี


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นเข็ม
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.
ชื่อวงศ์:  RUBIACEAE
ชื่อสามัญ:  West Indian Jasmine
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3–5 ฟุต จะแตกกิ่งก้านสาขาออกแผ่เป็นพุ่ม ลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ 4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน
    ใบ  ใบของดอกเข็มแข็ง และเปราะง่าย มีสีเขียวสด ลักษณะใบมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลับกันคนละทิศทาง ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์
    ดอก  ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กเป็นหลอด ตรงปลายหลอดจะเป็นกลีบซึ่งมีอยู่ 4-5 กลีบ ปลายกลีบแหลม ลักษณะดอกและสีสรรแตกต่างกันไป
    ฝัก/ผล  เป็นผลกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ  
ฤดูกาลออกดอก:  ออกดอกตลอดปี
การปลูก:
    -    การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน
    -    การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มตกแต่งสวนบริเวณบ้านหรือปลูกเป็นแนวรั้วก็ได้ สามารถตัดแต่ง และบังคับรูปทรงได้ตามความเหมาะสม และความต้องการของผู้ปลูก
การดูแลรักษา:  ชอบอยู่กลางแจ้ง ขึ้นได้กับดินทุกชนิดแต่จะชอบดินที่ร่วนซุยมากกว่า มีความชุ่มชื้นพอดี ทนทานต่อความแห้งแล้ง
การขยายพันธุ์:  ปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด กิ่งตอน
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
การใช้ประโยชน์:
    -    ไม้ประดับ
    -    สมุนไพร
ถิ่นกำเนิด:  แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สรรพคุณทางยา:
    -    รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร 
    -    ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ 
    -    ดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ 
    -    ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นดาวกระจาย

ดาวกระจาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cosmos sulphureus Cav.

ชื่อสามัญ : Cosmos, Mexican aster

ชื่ออื่น : คำแพ, คำเมืองไหล, คำอังวะ

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น ไม้คลุมดิน ต้นเป็นเหลี่ยม ตั้งตรง มีขนปกคลุม สูง 0.30-1.50 เมตร

ใบ ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบ ขอบหยักเว้าลึกแบบขนนก 5-7 แฉก สีเขียวเข้ม

ดอก ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ดอกมี 2 ชั้น คือดอกย่อยชั้นนอกและดอกย่อยชั้นใน ดอกชั้นนอกรูปขอบขนาน ปลายหยัก 2-3 หยัก หลากหลายสีสัน ดอกย่อยชั้นในสีเหลืองเป็นหลอดกระจุกกลางดอก กลีบดอกขนาดเล็กแยกออก 4-5 แฉก เกสรเพศผู้จำนวนมาก

ข้อมูลทั่วไป

เป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง

การปลูกเลี้ยงและการใช้ประโยชน์

      การปลูกเลี้ยง

      ดินร่วน ต้องการน้ำปานกลาง แสงแดดจัด

      การขยายพันธุ์

      การเพาะเมล็ด

      การใช้ประโยชน์

      ปลูกประดับสวน ปลูกลงแปลงเป็นกลุ่ม ริมถนน หรือทางเดิน


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2560 ต้นพริกกะเหรี่ยง
อที่เรียก      พริกกะเหรี่ยง
ชื่ออื่นๆ                 พริก
หมวดหมู่ทรัพยากร     ยังไม่ได้ระบุ
ชื่อสามัญ         BIRD CHILI, CHILI
ชื่อวิทยาศาสตร์     CAPSICUM FRUTESCENS LINN.
ชื่อวงศ์        SOLANACEAE
แหล่งที่พบ       อ.ท่ายาง
ตำบล               หนองเผาถ่าน
อำเภอ              ท่ายาง
จังหวัด             เพชรบุรี

ศักยภาพการใช้งาน        มาก
ลักษณะ
มีการปลูกกันมากตามแนวชายแดนไทย-พม่าของ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีการคมนาคมลำบากมากในช่วงของฤดูฝน ตรงกับ การปลูกพริกของชาวกะเหรี่ยง และเมื่อผลผลิตพริกสามารถเก็บเกี่ยว ได้ก็ไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายได้ ต้องแปรรูปเป็นพริกแห้ง
ลักษณะเด่นพริกกะเหรี่ยง
1. มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนทานต่อสภาวะอากาศและโรคแมลง
2. ลำต้นใหญ่ การแตกแขนงดี สามารถให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
3. เป็นที่นิยมทำเป็นพริกตากแห้งได้ดี คุณภาพผลสด 3 กิโลกรัม ตากแห้งได้ 1 -1.3 กิโลกรัม
4. มีความเผ็ดและหอมซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์ของพริกกะเหรี่ยง
5. โรงงานทำซอสพริกนิยมนำไปปั่นผสมกับพริกหนุ่มเขียวเพื่อเพิ่มความเผ็ดและความหอม
ต้น       เป็นไม้ล้มลุก สูง 0.3-1.5 เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่ปลายใบแหลม โคนใบสอบ สีเขียวสด
ดอก     เป็นสีขาว ออกเดี่ยวๆ หรือ 3-5 ดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ก้านดอกยาวกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายเป็นแฉก 5 แฉก และจะคงรูปอยู่จนกระทั่งกลายเป็นผล กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างบาง ใจกลางดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลือง ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1 ซม. มีเกสรตัวผู้จำนวน 5 อัน
ผล        ชูตั้งขึ้น ติดผลเป็นช่อ ช่อละ 3-5 ผล หรืออาจมากกว่านั้น ผลเป็นรูปกลมรีและยาวโคนผลใหญ่ ปลายผลเรียวแหลม ผลโตกว่าผลพริกขี้หนูสวนเห็นชัดเจนขนาดใหญ่เท่ากับพริกกะเหรี่ยงชนิดที่มีผลเป็นสีแดง


ประโยชน์

1. จำหน่ายพริกสดราคาขายขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของพริก
2. จำหน่ายเป็นพริกแห้ง ซึ่งจะได้ราคาที่สูง กว่าพริกชนิดอื่น
3. ตลาดแปรรูปในอุตสาหกรรมการแปรรูป พริกป่น พริกคั่ว พริกดอง ซอสพริก หรือน้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำพริกแกง อาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูป พริกแช่แข็ง
อ้างอิง
http://www.biogang.net/biodiversity_view.php?menu=biodiversity&uid=119&id=3791
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นจันผา

จันผา - ชื่อวิทยาศาสตร์ และ ลักษณะทั่วไป


 

ชื่อพื้นเมือง จันผา จันทน์ผา จันทร์ผา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena loureiri Gagnep
ชื่อวงศ์  AGAVACEAE
ชื่ออื่น  ลักกะจันทน์ จันแดง จันทร์แดง
ลักษณะทั่วไป  

  • ไม้ขนาดเล็กสูง 3-7 เมตร ไม่ผลัดใบ รูปทรงไม่แน่นอน ลำต้นตั้งตรง สีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามยาว โตช้า
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกบริเวณยอดเป็นกระจุก ใบเรียวยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ
  • ดอก เป็นดอกช่อ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาว เป็นช่อพวงโต
  • ผล เป็นผลพวงคล้ายผลหมากเล็กๆ 
การขยายพันธุ์  โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ
การกระจายพันธุ์  ชอบขึ้นบริเวณแสงแดดจัด ทนแล้ง ลมแรง และทนเค็ม ไม่ชอบน้ำขังแฉะ
ประโยชน์  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ประโยชน์ด้านสมุนไพร แก่นมีรสขมเย็น ใช้แก้ไออันเกิดจากซางและดี บำรุงหัวใจ แ้ก้เลือดออกตามไรฟัน แก้บาดแผล และใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาอุทัย ใช้ทำยาหอม ช่วยบำรุงหัวใจ ดับพิษไข้ 
 

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นพยุง
พะยูงพะยูง
พะยูง ชื่อสามัญ Siamese Rosewood, Thailand Rosewood, Tracwood, Black Wood, Rose Wood[2]
 
 
 
พะยูง ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia cochinchinensis Pierre จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)[1],[2],[3]
 
สมุนไพรพะยูง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ประดู่เสน (ตราด), ขะยูง (อุบลราชธานี), ประดู่ตม (จันทบุรี), แดงจีน (ปราจีนบุรี), พะยูงไหม (สระบุรี), ประดู่ลาย (ชลบุรี), พยุง พะยูง (ทั่วไป), กระยง กระยูง (เขมร-สุรินทร์), หัวลีเมาะ (จีน) เป็นต้น[1]
 
ข้อควรรู้ : ต้นพะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัดหนองบัวลำภู
 
ลักษณะของต้นพะยูง
ต้นพะยูง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้น ๆ มีลักษณะคล้ายกับต้นประดู่ โดยมีความสูงของต้นได้ถึง 25 เมตร เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะมีลักษณะเปลาตรง มีเรือนยอดเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ทึบ เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา และล่อนเป็นแผ่นบาง ๆ ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง เนื้อไม้เป็นสีแดงอมม่วงถึงแดงเลือดหมูแก่ เนื้อละเอียด มีความแข็งแรงทนทาน มีแก่นหอมร้อนและมีรสขมฝาดเล็กน้อย การขยายพันธุ์ที่นิยมทำกันก็คือ การนำเมล็ดมาเพาะให้เป็นต้นกล้า ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและนิยมกันมาก สำหรับวิธีการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น ๆ ก็สามารถทำได้โดยการนำเหง้ามาปักชำ สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนแล้งได้ดี ต้นพะยูงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นกระจัดกระจายทั่วไปตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าราบ ป่าโปร่ง และขึ้นประปรายทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-300 เมตร[1],[2],[3]
ต้นพะยูง
 
ใบพะยูง ใบเป็นใบประกอบ ออกเป็นช่อแบบขนนกปลายคี่ ช่อติดเรียงสลับกัน ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบและช่อจะใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ติดเรียงสลับประมาณ 7-9 ใบ ปลายสุดของช่อใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมยื่นเล็กน้อย โคนใบมนกว้าง แล้วค่อย ๆ เรียวสอบแหลมไปทางปลายใบ ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายกับแผ่นหนังบาง ๆ หลังใบเป็นมันสีเขียวเข้มกว่าด้านท้องใบ โดยท้องใบเป็นสีเขียวนวล ใบเกลี้ยงไม่มีขนทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบมีประมาณ 6-8 คู่ พอสังเกตเห็นได้ทั้งสองด้าน ก้านใบย่อยยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ส่วนแกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร[2],[3]
ใบพะยูง
 
ดอกพะยูง ดอกออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนง ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้กับปลายยอด ช่อดอกตั้งขึ้น ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปดอกถั่วสีขาวนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนกลีบฐานดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ หรือเป็นรูประฆัง ขอบหยักเป็นแฉกตื้น ๆ 5 แฉก มีขนสั้น กลีบคลุมมีลักษณะคล้ายรูปโล่ กลีบปีกสองกลีบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ส่วนกลีบกระโดงเชื่อมติดกัน มีลักษณะคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวหรือรูปเรือ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน อันบนอยู่เป็นอิสระ นอกนั้นจะอยู่ติดกันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนรังไข่มีลักษณะเป็นรูปรี ภายในมีช่องเดียว แต่มีไข่อ่อนอยู่หลายหน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว ยาวยื่นพ้นเกสรเพศผู้ขึ้นมา โดยต้นพะยูงจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม[2],[3]
ดอกพะยูง
 
ดอกพยุง
 
ผลพะยูง ออกผลเป็นฝัก ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน แบนและบอบบาง มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ผิวฝักเกลี้ยง ตรงกลางมีกระเปาะหุ้มเมล็ด บริเวณที่หุ้มเมล็ดจะมองเห็นเส้นแขนงไม่ชัดเจน ฝักจะแก่ประมาณ 2 เดือนหลังการออกดอก ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน เมื่อฝักแก่แล้วจะไม่แตกออกเหมือนฝักมะค่าโม่งหรือฝักไม้แดง แต่ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดยังอยู่ในฝัก[2],[3]
ผลพะยูง
 
เมล็ดพะยูง เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไต สีน้ำตาลเข้ม มีประมาณ 1-4 เมล็ดต่อฝัก ผิวเมล็ดค่อนข้างมัน มีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร[3]
สรรพคุณของพะยูง
ตำรับยาพื้นบ้านอีสานจะใช้เปลือกต้นหรือแก่นพะยูง นำมาผสมกับแก่นสนสามใบ แก่นขี้เหล็ก และแก่นแสมสาร ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง (เปลือกต้น, แก่น)[3]
รากใช้กินเป็นยารักษาอาการไข้พิษเซื่องซึม (ราก)[1],[2],[3]
เปลือกนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาอมรักษาโรคปากเปื่อย ปากแตกระแหง (เปลือก)[1],[2],[3]
ยางสดใช้เป็นยาทาปาก รักษาโรคปากเปื่อย (ยางสด)[1],[2]
ยางสดใช้ทาแก้เท้าเปื่อย (ยางสด)[3]
 
 
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพะยูง
ลำต้นพะยูงพบสารในกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวน ได้แก่ 6-hydroxy-2,7-dimethoxyneoflavene, 6,4'-dihydroxy-7-methoxyflavan , 2,2',5-trihydroxy-4-methoxybenzophenone, 7-hydroxy-6-methoxyflavone, 9-hydroxy-6,7-dimethoxydalbergiquinol[3]
สารฟีนอลิกจากลำต้นพะยูงมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase จึงช่วยลดปริมาณการสร้างฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจนได้ ซึ่งอาจนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินไปได้ในอนาคต[3]
ประโยชน์ของพะยูง
ผลใช้ทำเป็นไม้ประดับแห้งได้[4]
ไม้พะยูง เนื่องจากพะยูงมีเนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงามไม้พยุง จนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก (แพงกว่าไม้สักหลายเท่านัก) เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จนนำไปสู่ปัญหาใหญ่ภายในประเทศคือการลักลอบตัดไม้พะยูงเพื่อส่งออก (เบื้องต้นอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 800 บาท คิวละ 2-6 แสนบาท (ในขณะที่ไม้สักคิวละประมาณ 3-5 หมื่นบาท) แต่ถ้าส่งออกจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว) เพราะเนื้อไม้พะยูงเป็นไม้ที่ละเอียดเหนียว มีความแข็งแรงทนทาน และชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัว นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ ทำสิ่งประดิษฐ์ งานแกะสลัก ไม้ถือและด้ามเครื่องมือ ที่มีคุณภาพดีและราคาแพง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของเกวียน ทำกระบะยนต์ ด้ามหอก คันธนู หน้าไม้ กระสวยทอผ้า ใช้ทำเป็นเครื่องดนตรี เช่น ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ย รำมะนา ลูกระนาด โทน ฯลฯ หรือใช้ทำเป็นวัตถุมงคลและของแต่งบ้านชิ้นเล็ก ๆ เช่น เทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว ตัวปี่เซียะ เป็นต้น ในปัจจุบันไม้พะยูงจัดเป็นไม้สงวน หากใครมีไว้ในครอบครองจะถือว่ามีความผิด (มีสถานภาพเป็นไม้หวงห้ามธรรมดาประเภท ก) เนื่องจากในเวลานี้ไม้พะยูงถือว่าเหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น และกำลังเผชิญกับสภาวะที่ล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ส่วนในประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศลาวที่เคยมีมากก็หมดไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่คนไทยไม่ใช้ประโยชน์จากไม้พะยูงมากเท่าใดนัก ก็คงเป็นเพราะไม้ชนิดนี้มีราคาสูงมากบวกกับคนไทยมีความเชื่อบางอย่าง ที่เชื่อว่าไม้พะยูงเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ เพราะจะมีปัญหาภายหลัง (ยกเว้นเอามาทำเป็นหิ้งพระ) ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงไม่นิยมนำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน บันไดบ้าน และเตียงนอน ใช้เพียงแต่ทำรั้วบ้านเท่านั้น[2]
ประโยชน์ของไม้พะยูงกับการเลี้ยงครั่ง ไม้พะยูง เป็นไม้ที่สามารถนำมาเลี้ยงครั่งได้ดีชนิดหนึ่ง โดยสามารถให้ผลผลิตสูงถึงต้นละประมาณ 50 กิโลกรัม และทำให้ครั่งได้มาตรฐานจัดอยู่ในเกรดเอ[2]
ต้นพะยูงจัดเป็นไม้มงคลนาม ตามชื่อที่พ้องกับคำว่า "พยุง" ที่หมายถึง การประคองให้อยู่ในสภาพปกติ ช่วยให้ทรงตัวได้ จึงมีความเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นพะยูงไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยทำให้ชีวิตไม่ตกต่ำ ช่วยพยุงให้โชคดีมีชัย และต้นพะยูงยังจัดเป็นไม้มงคลที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือก่อฐานประดิษฐ์วัตถุต่าง ๆ เช่น ในการนำมาใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นพะยูงในวันเสาร์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวผู้ปลูก ผู้ปลูกควรเป็นสุภาพบุรุษ เพราะพยุงเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษ อีกทั้งแก่นไม้พยุงก็มีความแข็งแกร่งทนทานจึงเปรียบเทียบได้กับความแข็งแรงของสุภาพบุรุษนั่นเอง นอกจากนี้พะยูงยังจัดเป็น 1 ใน 9 ของไม้มงคลไทยอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, ขนุน, ทองหลาง, ทรงบาดาล ไผ่สีสุก, สัก, กันเกรา, และพะยูง[3]
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาที่สาธารณะหรือในบริเวณบ้านได้ เนื่องจากมีพุ่มใบละเอียดและมีดอกหอม[4]
ไม้พะยูง
 
หมายเหตุ : ส่วนสาเหตุที่ทำให้ไม้พะยูงถูกลักลอบตัดกันมากและมีราคาแพงนั้น มีเรื่องเล่าว่ากว่าสิบปีที่ผ่านมาทางการจีนได้บูรณะซ่อมแซมวังของจักรพรรดิ (พระราชวังต้องห้าม "กู้กง" - Forbidden City) เมื่อช่างได้รื้อและซ่อมงานไม้ต่าง ๆ ภายในวัง ต่างก็ได้พบว่า ไม้ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะต่าง ๆ) ล้วนทำมาจากไม้พะยูง และยังมีสภาพสมบูรณ์ดีมาก ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานหลายร้อยปี อีกอย่างไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างพระราชวังส่วนหนึ่งก็คือไม้พะยูง จึงต้องมีการนำมาใช้บูรณะในหลายส่วน ๆ จนทำให้เกิดการเล่าปากต่อปาก เกิดเป็นกระแสคนจีน (ที่มีเงิน) อยากได้ไม้ดังกล่าวมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเองบ้าง ทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งสวนทางกับการเจริญเติบโตของต้นพะยูง ที่โตช้ามาก ต้นที่มีอายุร้อยกว่าปียังมีหน้าไม้ไม่ถึง 10 นิ้ว สุดท้ายก็ไม่พ้นประเทศไทยที่มีไม้พะยูงมากที่สุด (แต่ในปัจจุบันก็ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที) ส่วนประเทศเพื่อนบ้านต้นพะยูงก็ถูกตัดกันจนหมดเกลี้ยงแล้ว คงเหลือแต่บ้านเรานี้เอง
 
 

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นประดู่กิ่งอ่อน

ชื่อสามัญ Padauk, Angsana, Burmese, Rosewood, New Guinea, Rosewood, adauk
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE
ชื่ออื่นๆ ประดู่กิ่งอ่อน, ประดู่บ้าน, ประดู่ลาย,สะโนประดู่อังสนา

ประดู่อังสนา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ จัดเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับถั่ว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน กัมพูชา และเวียดนาม ในประเทศไทยพบการกระจายพันธุ์อยู่ตามป่าดิบชื้นทั่วไป ส่วนทางภาคใต้จะพบได้มากเป็นพิเศษ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่มีลำต้นตั้งตรง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมดำและแตกเป็นสะเก็ด แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มกลมแผ่กว้างและทึบ กิ่งที่ยาวแล้วมักห้อยลงมาด้านล่าง มีขนาดความสูงของลำต้นประมาณ 15-30 เมตร

ใบ
เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกันตามกิ่งก้านที่ปลายยอด แต่ละก้านประกอบไปด้วยใบย่อยรูปไข่แกมขอบขนานประมาณ 5-13 คู่ แผ่นใบเรียบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบมีติ่งแหลม มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 4-5 ซม. ยาวประมาณ 6-10 ซม.

ดอก
ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อประกอบไปด้วยดอกย่อยสีเหลืองขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก ดอกย่อยมีลักษณะคล้ายดอกถั่ว มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 1-1.5 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 7 มม. ดอกมีกลิ่นหอมสดชื่น และร่วงโรยไปหลังจากบานเต็มที่แล้ว มักให้ดอกในช่วงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม

ผล
มีลักษณะกลม แบน และนูน มีปีกบางรอบๆ คล้ายจานบิน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผลประมาณ 3-5 ซม. มักติดผลในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม มีเมล็ดอยู่ภายในผล

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง เป็นพืชโตเร็ว เจริญได้ดีในดินทุกสภาพ ทนต่อสภาพความแห้งแล้งและการท่วมขังของน้ำได้เป็นอย่างดี ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน

ประโยชน์
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาในพื้นที่กว้างๆ
-เนื้อไม้มีความแข็งแรง สามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้
-ยอดและช่อดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักสดได้

สรรพคุณทางยา
เนื้อไม้-ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ บำรุงโลหิต
ใบและดอก-ใช้เป็นยาสระผม ทาแก้ผดผื่นคัน หรือทำให้ฝีสุกและหายได้เร็วยิ่งขึ้น

 
 
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นปาล์มน้ำมัน
กษณะทางพฤษศาสตร์


ที่มา : http://www.การเกษตร.com

พฤกษศาสตร์ทั่วไป 
วงศ์ (Family): Palmae หรือ Recaceae
จีนัส (Genus): Elaeis
สปีชีส์ (Species): guineensis
ชื่อสามัญ (Common name): oilpalm
ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name): Elaeis guineensis Jacq.



ราก 


        รากเป็นระบบรากฝอย (Fibrous root system) รากของปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่จะกระจายอยู่บริเวณผิวดินลึกไม่เกิน 45 เซนติเมตร มีความหนาแน่นมากในบริเวณโคนและระยะ 1.5 ถึง 2.0 เมตรจากลำต้น  แต่ในกรณีที่ดินมีการถ่ายเทอากาศดีและระดับน้ำใต้ดินไม่สูงอย่างถาวร อาจจะมีรากบางส่วนเจริญลึกลงถึง 5 เมตร ซึ่งจะช่วยยึดลำต้นไว้ไม่ให้ล้มง่าย การแตกแขนงของรากเริ่มจาก Primary root, Secondary root, Tertiary root และ Quaternary Root ตามลำดับ โดย Quaternary Root จะทำหน้าที่ดูดธาตุอาหารเนื่องจากธาตุชนิดนี้ไม่มีลิกนินเหมือนรากชนิดอื่นที่มีสารนี้ ในส่วนของเนื้อเยื่อ Hypodermis ปาล์มน้ำมันไม่มีขนอ่อน นอกจากนี้ Hydathodes ที่เกิดจากเนื้อเยื่อชั้น Cortex ของราก จะโผล่เหนือพื้นดินเพื่อช่วยในการหายใจในกรณีที่เกิดน้ำท่วม


ลำต้น

        จุดเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมันมีจุดเดียวคือตายอด ในระยะแรกลำต้นจะเจริญเติบโตด้านกว้าง จนมีขนาดเต็มที่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ปี ได้เป็นลำต้นใต้ดิน (Bole) จากนั้นเป็นการเจริญเติบโตด้านความสูงเป็นลำต้นเหนือดิน (Trunk) ที่มีกาบใบห่อหุ้มอยู่ กาบใบติดอยู่กับลำต้นอย่างน้อย 12 ปี ดังนั้นต้นปาล์มน้ำมันที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี จะมีใบคลุมถึงโคนต้น หากอายุมากขึ้นกาบใบบริเวณโคนต้นจะทยอยร่วง ซึ่งแตกต่างจากมะพร้าวซึ่งเมื่อใบร่วงกาบใบจะหลุดออกจากลำต้นหมดโดยไม่ทิ้งกาบใบไว้เลย ปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชที่ไม่มีเนื้อเยื่อเจริญเติบโตด้านข้าง  ดังนั้นเมื่อมีแผลบริเวณลำต้นจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ อัตราการยืดตัวของลำต้นนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและพันธุกรรม ในสภาพของการปลูกปกติ  ซึ่งขนาดของลำต้นมีลักษณะต่างกัน จะมีการเพิ่มความสูง 25 ถึง 50 เซนติเมตรต่อปี หากมีการปลูกที่หนาแน่นมากเกินไปจะทำให้ลำต้นเจริญเติบโตเร็วและมีขนาดเล็ก หากในสภาพแวดล้อมที่มีการบังแสงอย่างมาก ลำต้นและใบจะมีการเจริญเติบโตช้ามาก ต้นปาล์มน้ำมันที่เจริญเต็มที่แล้ว จะมีส่วนของเนื้อเยื่อเจริญเติบโต  ขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลาง 10 ถึง 12 เซนติเมตร ความลึก 2.5 ถึง 4.0 เซนติเมตร บริเวณส่วนกลางของส่วนยอด (Crown) โดยมีจุดกำเนิดใบ ใบอ่อน และฐานของใบหุ้มอยู่  การจัดเรียงใบบนลำต้นมีลักษณะเป็นเกลียวบนลำต้น โดยแต่ละรอบจะมีใบ จำนวน 8 ใบและรอบต่อไปจะมีใบ จำนวน 13 ใบสลับกัน การเวียนจะมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา แต่ปาล์มน้ำมันที่ปลูกจะมีต้นไปทางด้านซ้ายหรือเวียนไปทางด้านขวาในปริมาณใกล้เคียงกัน และความสูงโดยทั่วไป สูง 15 ถึง 18 เมตร

ใบ 

        ในระยะแรกของต้นกล้ามีใบ ที่เรียกว่า Plumular Sheath จำนวน 2 ใบ หลังจากนั้นจะมีใบจริงเจริญเติบโตออกมาใบแรกซึ่งมีรูปร่างแบบ Lanceolate โดยมีเส้นกลางแบ่งแยกออกเป็นสองทาง แต่ยังคงมีใบย่อยติดกันอยู่ และใบถัดมาจะมีใบย่อยแยกออกจากกันอีกส่วนใบจริงที่มีลักษณะนี้จะถูกสร้างขึ้นมาเดือนละ 1 ใบ จนกระทั่งครบระยะเวลา 6 เดือน ใบของปาล์มน้ำมันประกอบด้วยก้านใบที่อาจมีความยาวถึง 7.5 เมตร สามารถประเภทของใบเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนปลายเป็นส่วนที่รองรับใบย่อย จำนวน 250 ถึง 300 ใบ และส่วนก้านที่ติดกับลำต้น ซึ่งเป็นส่วนที่มีหนามแข็ง ในระยะแรกใบจะเจริญเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ห่อหุ้มตายอด ซึ่งมีจำนวน 45 ถึง 50 ใบ แต่ละใบจะห่อหุ้มตายอดเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ต่อมาจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นใบที่แหลมเหมือนหอก แต่ใบย่อยยังไม่คลี่ ในสภาพ แวดล้อมที่แห้ง ใบจะยังไม่คลี่จนกระทั่งถึงช่วงฤดูฝน ดังนั้นในช่วงฤดูแล้งจะพบว่ามีจำนวนของใบที่มีลักษณะแหลมมากกว่าในฤดูฝน ในสภาพปกติในระยะ 5 ถึง 6 ปีแรก จะมีใบที่ติดกับยอดประมาณ 25 ถึง 35 ใบ แต่ต่อมาจะมีจำนวนใบลดลงเหลือ 18 ถึง 25 ใบ หากในสภาพที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนหนาแน่นจะมีจำนวนใบน้อยกว่า และใบที่คลี่แล้วจะมีอายุประมาณ 2 ปี และแต่ละเดือนจะมีใบคลี่ประมาณ 2 ใบ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชประเภทกึ่ง Xerophye มี Cuticle หนา และมีเนื้อเยื่อที่มีลิกนิน มีเซลล์ปากใบประมาณ 145 เซลล์ต่อตารางมิลลิลิตร และในส่วนของ Guard Cell จะมีผนังบาง ๆ และในสภาพขาดน้ำปากใบจะปิดในช่วงเวลาเที่ยงวัน (http://suan-palm.blogspot.com/2009/08/blog-post_4504.html)

ช่อดอกและดอก


ที่มา : http://www.การเกษตร.com

        จุดกำเนิดช่อดอก คือบริเวณมุมใบของต้นที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป โดยส่วนของตาจะพัฒนาเป็นช่อดอกเมื่อเป็นใบแหลมได้ 9 ถึง 10 เดือน ปาล์มน้ำมันเป็นพืชพวก Monoecious Plant คือมีทั้งช่อดอกตัวผู้ (Male Inflorescences) และช่อดอกตัวเมีย (Female Inflorescences) อยู่ในต้นเดียวกัน    ลักษณะการเกิดช่อดอกซึ่งจะเป็นเพศใดเพศหนึ่งในช่วงระยะเวลา 4 ถึง 5 เดือน จำนวนช่อดอกที่เกิดในแต่ละช่วงมี จำนวน 8 ถึง 10 ช่อ

        ในระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่อดอกเพศหนึ่งไปเป็นอีกเพศหนึ่งของปาล์มน้ำมัน จะเกิดช่อดอกที่มีทั้ง 2 เพศ (Hermaphroditic Inflorescences) โดยเฉพาะในปาล์มน้ำมันที่ยังมีอายุน้อย จะมีช่อดอกตัวเมียอยู่ด้านล่าง และช่อดอกตัวผู้อยู่ด้านบน และจะไม่ค่อยพบดอกชนิดสมบูรณ์เพศหรือเป็นช่อดอกแบบ Compound Spike หรือ Spadix แกนกลางจะแบ่งเป็นก้านช่อดอก และส่วนที่มีดอกติดอยู่ (Rachis) ดอกจะเป็นชนิดไม่มีก้านดอก ขึ้นเรียงเป็นเกลียว มีส่วนที่ห่อหุ้มช่อดอกเหมือนมะพร้าว เรียกว่า Spathe โดยมีจำนวน 2 แผ่น คือ Outer และ Inner Spathe ในขณะที่มะพร้าวมีเพียงแผ่นเดียว ช่อดอกตัวผู้มีช่อดอกย่อยที่มีรูปทรงเป็นช่อยาวทรงกระบอก สีเหลืองยื่นออกมาจาก Rachis จำนวนมาก ลักษณะคล้ายนิ้วมือ  และแต่ละดอกจะมีเกสรตัวผู้ปกติและมีเกสรตัวเมียเป็นหมัน ช่อดอกตัวเมียมีลักษณะของดอกอวบหนา และแต่ละดอกจะมี Bract ลักษณะเป็นหนามแหลม มีเปอร์เซ็นต์การติดผล 60 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์


ผลและเมล็ด 


ที่มา : http://www.การเกษตร.com

        ผลเป็นแบบ Drupe เหมือนมะพร้าว ส่วนของ Pericarp  ซึ่งเป็นส่วนเปลือกของผล  แบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน คือ Exocarp อยู่ด้านนอกสุด ผิวเป็นมันและแข็ง Mesocarp (Pulp) เป็นส่วนที่อยู่ถัดไปที่เป็นเส้นใย เป็นส่วนทีมีน้ำมันสูง นำไปสกัดเป็นน้ำมันปาล์ม (Palm Oil) และ Endocarp (กะลา, Shell) ลักษณะเป็นเปลือกแข็งสีดำ เมื่อสกัดน้ำมันจาก Mesocarp ออกมาจะเหลือส่วนนี้ซึ่งห่อหุ้มเมล็ดอยู่ สามารถส่งไปขายหรือเพื่อสกัดสกัดเอาน้ำมันปาล์มจากเมล็ด (Palm Kernel Oil) ถัดจากส่วนของ Endocarp เป็นส่วนของเมล็ดซึ่งมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลหุ้มเอนโดเสปิร์มที่มีความแข็งและแน่น มีน้ำมันสูง มีสีเทาหรือขาว และจะพบส่วนของคัพภะบริเวณตาของผล (germ pore)
(ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ; กรมวิชาการเกษตร)

 

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นเทียนทอง

เทียนทอง

 

ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Duranta erecta L.

ชื่อวงศ์  VERBENACEAE

ชื่อสามัญ  Goldan dewdrop , Pigeon berry , sky - flower

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ  พวงม่วง เทียนพญาอินทร์

ถิ่นกำเนิด  อเมริกา เขตร้อน

การกระจายพันธุ์ ในประเทศไทย    พบในทั่วพื้นที่เขตร้อน

                                    ในประเทศอื่นๆ   ประเทศในเขตร้อน

นิเวศวิทยา  ต้องการแสงมาก ชอบความชื้น

เวลาออกดอก  ตลอดปี

การขยายพันธุ์  ปักชำกิ่ง   ตอนกิ่ง 

การใช้ประโยชน์  นิยมปลูกเป็นกลุ่มไม้พุ่มใหญ่ เพื่อตกแต่งสวนบริเวณแนวรั้ว ใช้ปลูกกับไม้ชนิดอื่น เพื่อ

                            ความสวยงาม

 

ลักษณะวิสัย  : ไม้พุ่ม

เรือนยอด ทรงพุ่ม : รูปร่ม  ความสูง 2 ม.  ความกว้างทรงพุ่ม 0.45 .

ถิ่นอาศัย : พืชบก

ลำต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้

เปลือกลำต้น : สีน้ำตาลอมเทา  
                      ลักษณะ ขรุขระ

ยาง : ไม่มี

ชนิดของใบ : ใบเดี่ยว    สีเขียวอ่อนอมเหลือง  ขนาดแผ่นใบ กว้าง  2.5  ซม.  ยาว 5.5 ซ.ม.

                        ลักษณะพิเศษของใบ  มีความนิ่ม

การเรียงตัวของใบบนกิ่ง  : ตรงข้าม

รูปร่างแผ่นใบ : รูปรี

ปลายใบ เรียวแหลม

โคนใบ : สอบเรียว

ขอบใบ เรียน

ดอก ดอกช่อ

ตำแหน่งออกของดอก ปลายยอด

กลีบเลี้ยง : แยกจากกัน  มีจำนวน กลีบ  สี เขียว

กลีบดอก โคนเชื่อมติดกัน  ปลายแยกเป็น แฉก  สี ม่วง  รูปกงล้อ

เกสรเพศผู้ : จำนวน 5 อัน  สีครีม

เกสรเพศเมีย จำนวน อัน  สีเขียว

รังไข่ : รังไข่เหนือวงกลีบ

กลิ่น : กลิ่นหอม

ชนิดของผล : ผลเดี่ยว ผลสด เมล็ดเดี่ยวแข็ง

สีของผล ผลอ่อน สีเขียว  ผลแก่ สีส้ม

รูปร่างผล : กลม

เมล็ด : จำนวน 1 เมล็ด

สีของเมล็ด : สีส้ม

รูปร่างเมล็ด กลม

 


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นลิ้นมังกร รหัส 7-41110-001-016/12
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของลิ้นมังกร
ลิ้นมังกร
 
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Sansevieria spp.
ชื่อวงศ์:  Dracaenaceae
ชื่อสามัญ:  Snake plant หรือ Mother-in-laws Tongue
ชื่อพื้นเมือง:  ว่านหางเสือ, ว่านงาช้าง (หอกสุระกาฬ), คลีบปลาวาฬ, ลิ้นนาคราช
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นหัวหรือเหง้าอยู่ในดิน ใบเกิดจากหัวโผล่ออกมาพ้นดินประกอบกันเป็นกอ
    ใบ  เป็นแท่งกลมยาวหรือใบแบนกว้าง ปลายแหลม แข็ง หนาเป็นมัน ขอบใบเรียบ โค้งงอเล็กน้อยหรือเป็นเกลียว ใบมีความกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร และสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าตามแต่สายพันธุ์นั้น ๆ สีสันของใบลิ้นมังกรจะมีสีเขียวซีดจนถึงสีเขียวเข้ม บางสายพันธุ์ใบมีสีเขียวเข้มขอบใบมีสีเหลืองทอง หรือใบมีสีเหลืองและมีสีขาวเป็นเส้นตามแนวใบ สีขาวประ สีเขียวอมเหลือง เขียวอมด่าง สีฟ้า และลักษณะลวดลายบนใบที่มีความแตกต่างและสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ ละสายพันธุ์
    ดอก  ลิ้นมังกรมักจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ดอกมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อนและมีกลิ่นหอม ดอกมี 5 กลีบขนาดเล็กประมาณ 1.5 เซนติเมตร เรียงเป็นแนวตามชั้นของก้านดอก สามารถจำแนกการออกดอกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
    – spike-like raceme ลักษณะการออกดอกเรียงเป็นแนวตามชั้นของก้านดอก ขนานกับใบ
    – panicle raceme ลักษณะการออกดอกเรียงเป็นแนวตามการแตกกิ่งที่แผ่ออกของก้านดอก
    – capitate raceme ลักษณะการออกดอกยื่นสูงเป็นพุ่มเดี่ยวที่ปลายก้านดอก
การขยายพันธุ์:  วิธีการแยกหน่อ วิธีการปักชำใบ วิธีการเพาะเมล็ด และวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การใช้ประโยชน์:
    –    ไม้ประดับ
    –    สมุนไพร
สรรพคุณทางยา:  ใบ ของลิ้นมังกรมีรสขม มีสรรพคุณแก้อาการเจ็บคอ บำรุงปอด แก้โรคติดเชื้อในบางระบบทางเดินหายใจส่วนบน ใบใช้ตำหรือขยี้แล้วนำไปทาหรือพอกบริเวณแผลที่อักเสบช่วยให้ทุเลาอาการลงได้
ความมงคล:  คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นลิ้นมังกรไว้ประจำบ้านจะช่วยป้องกันภยันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ เพราะลิ้นมังกรบางคนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หอกพระอินทร์ ซึ่งเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่พระอินทร์ใช้ในการต่อสู้และปกป้องศัตรูจากภายนอก หลายคนจึงเชื่อว่าลิ้นมังกรเป็นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้ที่มีความสำคัญของพระอินทร์ในสมัยพุทธกาล นอกจากนี้บางคนเชื่อว่าการปลูกลิ้นมังกรบริเวณรอบรั้วบ้านจะช่วยป้องกันไม่ให้งูหรือสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นอันตรายเข้ามาได้เนื่องจากลิ้นมังกรเป็นไม้ประดับที่มีใบขึ้นเบียดกันหนาแน่น และบางสายพันธุ์มีขอบใบที่เรียบเป็นลักษณะที่สัตว์เลื้อยคลานบางประเภท รังเกียจ
 
*ลิ้นมังกรมีคุณสมบัติ ช่วยฟอกอากาศบริเวณรอบ ๆ ให้มีคุณภาพมากขึ้น ช่วยดูดซับสารพิษ ไอระเหยประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน เบนซิน คลอโรฟอร์ม ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารพิษอื่น ๆ ที่มาจากสีทาบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
 
ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นหมากนวล รหัส 7-41110-001-017/

หมากนวล

ชื่อพื้นเมือง                  หมากนวล หมากคอนวล หมากเยอรมัน หมากมนิลา

ชื่อวิทยาศาสตร์           Veitchia merrillii (Becc.) H.E. Moore

ชื่อวงศ์                         PALMAE              

ชื่อสามัญ                     Manila palm, Christmas palm

แหล่งกระจายพันธุ์      มีถิ่นกำเนิด หมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ฟิจิถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์

ลักษณะ                       ปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นสีน้ำตาลปนเทาขนาดประมาณ 25 เซนติเมตร มีคอสีเขียวนวลยาว 30-50 เซนติเมตร มีรอยหลุดของก้านใบถี่ชัดเจนใบประกอบแบบขนนก   เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม.ยาว 45-75 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียว  ดอกสีเหลืองนวล ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกยาวประมาณ 30 ซม.  ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมรี ขนาดประมาณ เซนติเมตร ติดผลจำนวนมาก ผลสุกสีแดงส้ม

 ประโยชน์                   ปลูกเป็นไม้ประดับ

 
 

 

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นสะเดา รหัส 7-41110-001-018/

สะเดา

ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์   Azadirachta  induca A. Juss var. siamensis  Valeton

ชื่อวงศ์   MELIACEAE

ชื่อสามัญ  Siamese neemtee, Nim , Margasa ,Quinine

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ  ภาคเหนือ สะเลียม,ภาคใต้ กะเดา

ถิ่นกำเนิด  ประเทศอินเดีย

การกระจายในประเทศไทย   กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ  พบในป่าเบญจพรรณแล้งแลป่าแดง

นิเวศวิทยา    สะเดาเจริญงอกงามในที่มีอากาศร้อนชื้น  มีอุณหภูมิสูง

เวลาออกดอก    เดือนธันวาคมถึงมีนาคม

เวลาขยายผล     เดือนมีนาคมถึงมีนาคม

การขยายพันธุ์    เพาะเมล็ด  ปักชำ  ตอนกิ่ง

การใช้ประโยชน์  สารสกัดจากเมล็ดใช้ทำสารกำจัดแมลงต่างๆสกัดน้ำมัน  เมล็ดสะเดา สามารถให้น้ำมันประมาณ 40% ปลูกเพื่อเป็นแนวกั้นลมและให้ร่มเงา เนื่องจากมีใบหนา รากลึก ทนแล้ง ทนติดเค็มและผลัดใบในเวลาสั้น 

ลักษณะวิสัย  : ไม้ต้น

เรือนยอด ทรงพุ่ม : รูปไข่ ความสูง 5 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่ม  3 เมตร

ถิ่นอาศัย: พืชบก

ลำต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้

เปลือกลำต้น : ขรุขระ  สีน้ำตาลเข้ม

ยาง : มีสีขาวขุ่น

ชนิดของใบ : ใบประกอบ  แบบขนนกปลายคี่  สีเขียว  ขนาดใบ กว้าง  3.5  ซ.ม.  ยาว 9 ซ.ม.

                    ลักษณะพิเศษของใบ  มีรอยหยักที่ขอบใบ

การเรียงตัวของใบบนกิ่ง  : สลับระนาบเดียว

รูปร่างแผ่นใบ :  รูปลิ่มแคบ

ปลายใบ :  เรียวแหลม

โคนใบ : สอบเรียว

ขอบใบ หยักมน

ดอก ดอกช่อแยกแขนง

ตำแหน่งออกของดอก ปลายดอก

กลีบเลี้ยง : -

กลีบดอก  แยกจากกัน มีจำนวน 5 กลีบ สีเหลืองอ่อน รูปอื่นๆ

เกสรเพศผู้ : จำนวน 1 อัน  สีเหลือง

เกสรเพศเมีย จำนวน อัน  สีขาว

รังไข่ : รังไข่กิ่งใต้วงกลีบ

กลิ่น : ไม่มี

ผล : :   ผลเดี่ยว 

ผลสด : ผลเมล็ดเดียวแข็ง

ผลแห้ง -

สีของผล ผลอ่อน สีเขียว  ผลแก่สีส้มเหลือง 

รูปร่างผล   รี 

ลักษณะพิเศษของผล :   -

เมล็ด : จำนวน 1  เมล็ด / ผล

สีของเมล็ด : สีส้มเหลือง 

รูปร่างเมล็ด  รี


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นปีบ รหัส 7-41110-001-019/5

ปีบ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Millingtonia hortensis L.

ชื่อสามัญ: Cork Tree, Indian Cork 

ชื่ออื่น: กาสะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ), เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)

วงศ์: BIGNONIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

      ไม้ต้น สูง 5-20 ม. เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกขรุขระิ สีเทาอมเหลือง เนื้อหยุ่นคล้ายไม้ก๊อก

     ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ใบย่อยรูปไข่แกมรูปหอก ยาว 2.5-8 ซม. กว้าง 1.5-3 ซม. แผ่นใบบางเรียบ ขอบใบหยัก ฐานใบมน ปลายใบแหลม

     ดอก เป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง  กลีบดอกสีขาวนวลเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายหลอดแยก 5 กลีบ มี 2 กลีบอยู่ชิดกัน เกสรเพศผู้ 4 อัน ยาว 2 อัน สั้น 2 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอม

     ผล ฝักแบน เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล เมล็ดแบนมีปีกเป็นเยื่อบางใส

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นหางนกยูงผรั่ง รหัส 7-41110-001-020/5

หางนกยูงฝรั่ง

ชื่อพื้นเมือง                  หางนกยูงฝรั่ง อินทรี ส้มพอหลวง หงอนยูง

ชื่อวิทยาศาสตร์           Delonix  regia (Bojer ex Hook.) Raf.

ชื่อวงศ์                         LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE

ชื่อสามัญ                     Flame Tree, Royal Poinciana, Flamboyant

แหล่งกระจายพันธุ์      มีถิ่นกำเนิดที่เกาะมาดากัสการ์ในแอฟริกา พบได้ทั่วไปในเขตร้อน และพบทุกภาคของประเทศไทย

ลักษณะ                       ไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 10-18 ม. เปลือกต้นสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดแผ่กว้างและกลมคล้ายร่ม ลำต้นสีเทา โตเร็ว ใบเรียงเวียนสลับ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง กลีบเลี้ยง กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอก กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีแดงอมส้ม สีแดง สีส้ม สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน อยู่แยกอิสระ เมื่อดอกบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.  ผล เป็นฝักใหญ่ แบน เปลือกแข็ง กว้าง 3-5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ฝักเมื่อแก่จะแตก เมล็ดเรียงตามขวาง มี 20-40 เมล็ด ฝักแก่จะมีสีน้ำตาลดำ เมื่อฝักแก่จะแตกทั้ง สองด้าน เมล็ดภายในฝักมีราว40-60 เม็ด มีลักษณะกลมยาว สีเทาดำขอบสีขาว เปลือกเมล็ดแข็งมาก ฝักจะแก่ประมาณเดือน กรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

ประโยชน์                    เป็นไม้ดอกไม้ประดับ สองข้างทาง ให้ความร่มเงา รากนำมาต้มหรือทอดรับประทานกับอาหาร เป็นยาขับโลหิตในสตรี แก้อาการบวมต่างๆ ลำต้นนำมาฝนทาแก้พิษ ถอนพิษสัตว์ต่อยกัดได้  เมล็ดอ่อนของหางนกยูงฝรั่งนำมากินสดๆ ได้ สำหรับเมล็ดแก่ต้องนำมาทำให้สุกเสียก่อนจึงจะใช้กินได้ เพราะมีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ แต่จะถูกทำลายด้วยความร้อน

 
 

 
 

ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นลีลาวดี รหัส 7-41110-001-021/5

ลีลาวดี

ชื่อพื้นเมือง                  ลีลาวดี,ลั่นทม,จำปาจำปาลาว และจำปาขอม

ชื่อวิทยาศาสตร์           Plumeria spp.

ชื่อวงศ์                         Apocynaceae

ชื่อสามัญ                     Frangipani , Pagoda tree, Temple tree

แหล่งกระจายพันธุ์      พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน

ลักษณะ           มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระ จนถึงต้นที่สูงมาก ลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น ใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง    ดอก โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง กลีบดอกมี 5 กลีบ  ฝัก มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

ประโยชน์        ต้น  =   ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า        
 ใบ  =  ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด  เปลือกราก  =  เป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม

 เปลือกต้น  =  ต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย  


ข้อมูลพรรณไม้ ปีการศึกษา 2561 ต้นวาสนา รหัส 7-41110-001-022/5

วาสนา

ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena  fragrans (L.) Ker  Gawl.

ชื่อวงศ์  DRACAENACEAE

ชื่อสามัญ  Cape  of  Good  Hope ,  Dracaera

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ  มังกรหยก

ถิ่นกำเนิด  เอธิโบเบีย , ไนจีเรีย , กินี

การระจายในประเทศไทย   ทุกภาค

นิเวศวิทยา  ชอบน้ำ  ชอบดินร่วนซุย

เวลาออกดอก เดือนพฤศจิกายน – เดือนตุลาคม

เวลาติดดอก  เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนตุลาคม

การขยายพันธุ์  การปักชำ 

การใช้ประโยชน์  ปลูกเป็นไม้ประดับอาคาร  ใบนำมาต้มกับน้ำสะอาดแล้วกรองแล้วนำมาดื่มช่วยแก้ปวดท้องได้  รากนำมาต้มกับน้ำสะอาด ช่วยบรรเทาอาการปวดในการคลอดบุตร

ลักษณะวิสัย  : ไม้พุ่ม
เรือนยอด ทรงพุ่ม : ทรงกระบอก
ถิ่นอาศัย : พืชบก
ลำต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้
เปลือกลำต้น : เรียบ  สีน้ำตาลอมเทา
ยาง : ไม่มี
ชนิดของใบ : ใบเดี่ยว    สีเขียวแกมเหลือง  ขนาดใบ กว้าง  ซ.ม.  ยาว 50 ซ.ม. ลักษณะพิเศษของใบ  ขอบใบขนาน  ปลายใบแหลม
รูปร่างแผ่นใบ : รูปขอบขนาน
ปลายใบ แหลม
โคนใบ : สอบเรียว
ขอบใบ เรียบ
ดอก ดอกช่อแยกแขนง
ตำแหน่งออกของดอก ซอกใบ
กลีบดอก กลีบดอกแยกกัน  มี กลีบ  สี  ขาวออกเหลืองอ่อนๆ
เกสรเพศผู้ : จำนวน 1 อัน  สีขาว
เกสรเพศเมีย จำนวน อัน  สีเหลือง
รังไข่ : รังไข่ใต้วงกลีบ
กลิ่น : กลิ่นฉุย
ผล ผลสดเป็นผลเมล็ดเดียวแข็ง
สีของผล ผลอ่อน สีแดง  ผลแก สีเหลือง
รูปร่างผล รี
ลักษณะพิเศษของผล : ผิวเรียบ
เมล็ด : จำนวน 1 เมล็ดสีของเมล็ด : สีเหลือง
รูปร่างเมล็ด รี
 
 
 

ร่างป้ายชื่อพรรณไม้ ปี 2560
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 26.82 KB
ร่างป้ายชื่อพรรณไม้ ปี 2561
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 28.98 KB
รายงานผลการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ปี 2560
Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 2.69 MB
รายงานปี 2560 โรงเรียนมีส่วนร่วมในชุมชน
Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 2.69 MB
รายงานปี 2560 คำสั่ง
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 390.55 KB
รายงานปี 2560 1.3 ก
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 88.95 KB
รายงานปี 2560 1.3 ข
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 37.8 KB
รายงานปี 2560 1.3 ค
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 482.47 KB
รายงานปี 2560 1.3 ง
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 137.94 KB
รายงานปี 2560 1.3 จ
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 122.64 KB
รายงานปี 2560 1.4
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 2.25 MB
รายงานปี 2560 1.5.1 ผลการดำเนินงานการบริหาร
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 44.79 KB
รายงานปี 2560 1.5.2
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 27.22 KB
รายงานปี 2560 1.6
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 65.18 KB
รายงานปี 2561โรงเรียนมีส่วนร่วมในชุมชน
Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 825.66 KB
รายงานปี 2561 คำสั่ง
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 164.21 KB
รายงานปี 2561 1.3 ก
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 162.82 KB
รายงานปี 2561 1.3 ข
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 40.23 KB
รายงานปี 2561 1.3 ค
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 490.04 KB
รายงานปี 2561 1.3 ง
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 164.07 KB
รายงานปี 2561 1.3 จ
Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 1.34 MB
รายงานปี 2561 1.4
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 1.86 MB
รายงานปี 2561 1.5.1 ผลการดำเนินงาน
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 44.79 KB
รายงาน ปี 2561 1.5.2
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 27.22 KB
รายงาน ปี 2561 1.6
Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 65.18 KB